บทที่ 6 ยัยเด็กหลง
ช่วงเวลาการทานอาหารมื้อค่ำ ถูกคนเป็นแม่สนับสนุนให้ลูกชายคนโตทำความรู้จักมักคุ้นกับลูกสาวของเพื่อน ถือเป็นช่วงเวลาอันน่าเบื่อหน่ายดำเนินต่อไปอย่างน่าอึดอัด อยู่ ๆ หน้าจอโทรศัพท์ของปัณณวิชญ์ กลับปรากฏรายชื่อเลขานุการของน้องสาว ขมวดหัวคิ้วของไออุ่นให้วิ่งเข้ามาชนกันทันที
“ว่ายังไง”
(คุณไออุ่นช่วยหนูด้วย) น้ำเสียงอันเคยสดใสเจือไว้ด้วยความกังวลไม่มั่นใจ จนเขาสามารถสัมผัสได้ แม้จากการได้ยินมันผ่านสัญญาณโทรศัพท์
“ช่วยอะไร เธอเป็นอะไร” ถามออกไปเพราะคิดว่าการที่พนักงานในความรับผิดชอบบริษัทสักคนหนึ่ง ถึงขนาดตัดสินใจโทรมาขอความช่วยเหลือเจ้านายตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทอย่างนี้มันต้องเป็นเรื่องหรือปัญหาที่ใหญ่มากแน่ ๆ
(หนูหลงทาง)
“หลงทาง แล้วเธอโทรหาฉันทำไม” ปัณณวิชญ์พยายามคิดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพนักงานหลงทางกับท่านประธานบริษัทว่า เขาจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือรับผิดชอบในกรณีนี้อย่างไร
(หนูจำได้ว่า คุณไออุ่นบอกว่ามาคุยธุระแถวฝั่งธนใช่ไหมคะ หนูนั่งแท็กซี่หลับ แล้วแท็กซี่มันพาหนูมาปล่อยทิ้งอยู่ตรงนี้ คุณไออุ่นมาพาหนูกลับบ้านหน่อย หนูกลับไม่ถูก) น้ำเสียงงอแงออดอ้อน เว้าวอน ทำให้หวนนึกไปถึงความโบ๊ะบ๊ะของแม่เลขาฯ สาวเวลาเมา ทำให้เขาทำใจแข็งไม่ได้
“เฮ้อ~ ยัยตัวป่วนเอ้ย ส่งโลเคชั่นของเธอมา เดี๋ยวจะไปรับ”
“มีอะไรหรือเปล่าไออุ่น” พุดพิชญามองตามลูกชายซึ่งลุกจากเก้าอี้เดินไปคุยโทรศัพท์ ห่างจากโต๊ะอาหารนิดหน่อย
“ธุระด่วนของบริษัทน่ะครับคุณแม่ ผมขอตัวก่อน ต้องขอโทษคุณป้าด้วยนะครับ”
แม้รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ยังแอบใจชื้นที่โทรศัพท์สายนี้ ช่วยดึงเขาออกมาจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดได้อย่างมีเหตุผลอันสมควร
ปัณณวิชญ์ขับรถออกมากจากภัตตาคารไปตามพิกัด ซึ่งยัยเลขาฯ ตัวป่วนส่งมาให้ เพียงไม่นานเขาก็เห็นว่าเจ้าของแก้มป่องยืนหน้างออยู่ข้างถนน
“ว่ายังไงยัยเด็กหลง” กระจกรถถูกเลื่อนลดระดับลงพร้อมใบหน้าหล่อคมคายโผล่ออกไปทักทายคนหลงทาง
“ฮื้ออออ คุณไออุ่นอะ” ปากเบะงอพับดูน่าขำมากกว่าน่าสงสาร ส่วนหนึ่งนั้นเพราะเห็นแล้วว่ายัยเลขาฯ จอมเปิ่นนี่ยังปลอดภัยดี
“นั่งแท็กซี่ท่าไหนถึงได้หลับจนเขาพามาปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้”
“ก็เมื่อคืนหนูนอนน้อยนี่คะ พอนั่งรถกลับบ้านเลยหลับสนิทเลย แล้วตาลุงแท็กซี่ก็ไม่ยอมปลุก ขับมาซะไกลหนูเสียค่าแท็กซี่ไปตั้งหลายร้อย”
“ดีเท่าไหร่แล้วที่เสียแค่ค่าแท็กซี่ เขาไม่พาไป...ตัดไตขายน่ะ”
“ฮื้อ จะพูดให้หนูกลัวทำไมเนี่ย”
“แล้วมันน่าไหมล่ะ มาขึ้นรถ”
สาวน้อยตาโต แก้มป่องวิ่งมาขึ้นรถอย่างว่าง่าย หากแต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาหย่อยก้นนั่งลงยังเบาะด้านข้าง สายตาก้มลงไปมองเห็นรองเท้าส้นสูงคู่หนึ่งถูกถอดวางเอาไว้
“นี่มันรองเท้าหนูนี่ คุณไออุ่นขโมยรองเท้าหนูเหรอคะ” มือหยิบรองเท้านั้นขึ้นมาพิจารณาดูใกล้ ๆ
“เธอจะบ้าหรือไง ฉันจะขโมยรองเท้าเธอไปทำซากอะไรล่ะ เธอเมาจนถอดเอาไว้เองต่างหาก”
“จริงหรือเปล่า ทำไมหนูจำไม่ได้”
“เมาขนาดนั้น จำได้ก็แปลกแล้ว”
ขับรถต่อมาอีกไม่ถึงสิบนาที เสียงเจื้อยแจ้วจากผู้โดยสารที่เรียกให้เขาไปรับกลับเงียบสงบ จนปัณณวิชญ์ต้องหันหน้าไปมอง เห็นแม่เลขาฯ สาวแก้มป่องนั่งหลับจนคอหัก คอพับหมุนไป หมุนมาน่ากลัวว่ากระดูกคอจะเคล็ด
“เฮ้อ นี่ฉันเป็นผู้ปกครองเด็กสามขวบหรือไงเนี่ย” แขนยาวเอื้อมไปกดปุ่มอัตโนมัติปรับระดับเบาะที่นั่งให้เอนนอนไปด้านหลัง ช่วยให้คนนอนน้อยอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนที่สบายขึ้น
หากแต่เขาคงปรับเบาะให้มันสบายมากเกินไป เพราะทันทีเมื่อปรับจนมันเอนลงไป ยัยเลขาฯ ก้นขาวพลิกตัวนอนตะแคงหันก้นกางในลายหัวใจสีชมพูมาให้เขาดูต่างหน้า
“ทำไมฉันต้องมาเห็นอะไรอย่างนี้ด้วยนะ”
เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดออกแล้วนำไปคลุมปิดลายกางเกงในน่ารัก เพราะปัณณวิชญ์ต้องการดึงสติตัวเองให้กลับไปขับรถได้โดยไม่วอกแวก
“นี่เธอ...เธอ” ท่านประธานที่ต้องผันตัวเองมาเป็นโชเฟอร์ ยื่นนิ้วไปสะกิดแขนคนที่นอนหลับสบายทำเหมือนรถของเขาเป็นเตียงห้าฟุต
“อื้อ หนูจะนอน”
“ไปอดหลับอดนอนอะไรขนาดนั้นเนี่ย ถึงคอนโดฯ เธอแล้ว ลงไปได้แล้วฉันจะกลับบ้าน” เสียเวลาอยู่บนท้องถนนยังน้อยกว่าที่เขาต้องใช้ความสามารถในการปลุกคนขี้เซาให้ตื่น
“อื้อ คุณไออุ่นน่ะไม่น่ารีบปลุกเลย หนูกำลังฝันดี”
“ฝันอะไรของเธอ”
“ฝันว่าได้ไปดูลิเกน่ะสิ”
“ดูลิเกเนี่ยนะ”
“ทำไมคะ ดูลิเกเท่จะตาย”
“ฉันไม่เถียงกับเธอแล้ว ถึงคอนโดฯ แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ อ้อ จริงสิ คุณไออุ่นไปกินรามยอนที่ห้องหนูไหม” สุชาดาทำท่าเหมือนนึกอะไรออกก่อนจะเสนอความคิดนั้นออกไป
“เธอชวนฉันขึ้นไปกินรามยอน”
“ค่ะ เห็นแก่ที่คุณไออุ่นอุตส่าห์ไปรับหนูมาส่ง เดี๋ยวหนูต้มรามยอนให้เป็นการตอบแทน”
นักธุรกิจหนุ่มวัยสามสิบสามปี จำได้ว่ามีเพื่อนต่างชาติคนหนึ่งเคยอธิบายความหมายของประโยคที่ดูเหมือนมีเจตนาดีนี้ไปในทางอื่นได้มากกว่าการชวน ‘ไปกินรามยอนจริง ๆ’ หรือแท้จริงแล้วอาจมีความหมายอย่างอื่นแฝงอยู่ นั่นคือการชวนคนที่แอบชอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
“เธอว่าไงนะ”
“ไปกินรามยอนที่ห้องหนูไหม” ตาซื่อกลมโตหันมาสบกับเขาครู่หนึ่ง
“อือ ไปก็ได้ อย่างน้อยก็ขึ้นไปเอาเสื้อฉันกลับไปซัก”
ปัณณวิชญ์เดินตามเจ้าของห้องพักขนาดเล็กกลับเข้ามาอีกครั้ง ดูจากสภาพห้อง เขาเชื่อในทันทีว่าเมื่อเช้านี้ที่สุชาดาบอกว่า เธอออกไปทำงานด้วยความรีบร้อนนั้นคงเป็นเรื่องจริง เพราะข้าวของทุกอย่างวางระเกะระกะ ไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง ผิดกับโต๊ะทำงานของเลขาฯ สาว ที่เห็นว่าสาวน้อยคนนี้จัดวางทุกอย่างด้วยความเป็นระเบียบ
“ทำไมไม่เก็บให้มันเรียบร้อย” คนรักความเป็นระเบียบเรียบร้อยหันไปทำตาดุเจ้าของห้องทันที
“เมื่อเช้าหนูตื่นสายนี่คะ ไปทำงานทันนั่นก็เก่งแล้ว คุณไออุ่นรู้ไหม หนูต้องโบกวินมอเตอร์ไซค์ไป ไม่งั้นคงไม่ทันสแกนนิ้วเข้างานแปดโมงครึ่ง”
“ตื่นสาย แล้วต้องถอดเสื้อผ้ากองทิ้งไว้อย่างนี้หรือไง” นิ้วชี้จิ้มลงไปยังกระโปรงสั้นกับเสื้อเชิ้ตที่มันถูกโยนไม่ลงตะกร้า แต่ว่าไปกองอยู่ข้าง ๆ แทน ยังไม่นับกางเกงในลายดอกที่ม้วนจนเป็นเลขแปดนั่นอีก
“หนูไม่คิดว่า วันนี้จะพาผู้ชายกลับห้องนี่คะ ถ้ารู้ว่าคุณไออุ่นจะมา หนูคงทำให้มันดูดีกว่านี้” เจ้าของห้องรีบวิ่งไปหยิบเสื้อผ้าใส่แล้วโยนลงไปปกปิดเลขแปดสีพาสเทลทันที
“เอาล่ะ ไปต้มรามยอนของเธอได้แล้ว ฉันจะได้รีบกิน รีบกลับบ้าน”
ปัณณวิชญ์ใช้เวลาว่างระหว่างรอเจ้าของห้องต้มรามยอนหรือมาม่าเกาหลี เมนูที่ร้อยวันพันปีนาน ๆ ทีเขาจะได้กินสักครั้งหนึ่ง นั่งอ่านตรวจทานดูอีเมลว่ามีใครส่งรายงานความเคลื่อนไหวการทำงานมาให้ดูหรือเปล่า
ผ่านไปไม่นานเกินรอ กลิ่นรามยอนหอมโชยมา พร้อมกับกระทะไฟฟ้าขนาดใหญ่ ถูกยกนำมาตั้งวางเอาไว้ตรงหน้า
“เดี๋ยวก่อนสายป่าน ไอ้ที่เธอหมายถึงรามยอนเนี่ย มันไม่ได้เป็นชามเหรอ” ปัณณวิชญ์นั่งมองกระทะไฟฟ้าขนาดใหญ่ด้วยความตกใจ ถึงเขาเป็นผู้ชาย หรือต่อให้หิวมากแค่ไหน แต่ไม่เคยกินรามยอนทั้งกระทะแบบนี้มาก่อน
“กินเป็นชามมันไม่ได้อารมณ์ค่ะ เราต้องกินเป็นกระทะ”
“ห๊ะ กินทั้งกระทะเนี่ยนะ”
“ใช่ค่ะ หนูเคยเห็นอินฟลูเอนเซอร์ของเกาหลี เขากินในกระทะแบบนี้ มันดูน่าอร่อยมากเลยนะคะ คุณไออุ่นต้องลอง”
ไม่ใช่เพียงแค่รามยอนกระทะใหญ่ แต่สุชาดายังเดินไปถือถาดไส้กรอก กิมจิ และเครื่องเคียงอีกเป็นถาด ถูกนำมาวางไว้เคียงกัน และที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นคือเบียร์เย็น ๆ สองกระป๋อง ถูกนำมาเปิดแล้ววางให้เขาตรงหน้า
“นี่ยัยขี้เมา เมื่อคืนเธอยังเมาไม่พอหรือไง”
“เมื่อคืนกินไวน์ วันนี้กินเบียร์ค่ะ คุณไออุ่นเอ้า ...ชนแก้ว”
เจ้าของห้องยกกระป๋องเบียร์ขึ้นนำมันไปชนเข้ากับกระป๋องเบียร์ ซึ่งถูกหยิบยัดใส่ลงไปในมือของเจ้านาย ยิ้มสดใสกับแววตาเป็นประกาย ซึ่งปัณณวิชญ์ไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมยกกระป๋องเบียร์นั้นขึ้นจิบดื่ม
